วิธีรักษาสิวและวิธีรักษาฝ้า อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ

วิธีรักษาสิวและวิธีรักษาฝ้า อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
                สิวและฝ้าเป็นปัญหาของคนทั้งโลก  มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการเป็นสิว  และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ดิ้นรนหาวิธีรักษาสิวและฝ้า  ที่มีอาการไม่ต่างกับคนติดยา  เพราะเห็นโฆษณาครีมรักษาสิวฝ้าเมื่อไหร่  เป็นต้องกระโจนเข้าใส่  และสอยมาใช้อยู่เป็นประจำ  ซึ่งก็อีกนั่นแหละ  ดีบ้าง  ไม่ดีบ้าง  สิวหายไป3 วัน  พอวันที่ 5 สิวก็เริ่มโผล่อีกละ ทั้งเศร้า ทั้งเปลือง  แถมยังเครียดอีกต่างหาก  ( ยิ่งเครียดก็ยิ่งเป็นสิวอีก...เฮ้อ )
วันนี้เราจะมาเสนอแผนการวิธีรักษาสิว และวิธีรักษาฝ้า  อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดกับธรรมชาติแบบสุดๆ  ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกันก่อนว่า สิวถือเป็นภาวะปกติของผิวหนัง  เกิดจากการที่มีน้ำมัน  สิ่งสกปรก รวมถึงเซลล์ผิวที่ตายแล้ว อุดตันรูขุมขนที่บริเวณผิวหนัง  โดยปกติอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นตรงผิวหนังบริเวณใบหน้า  หน้าอก  หลัง  ลำคอ     ส่วนฝ้าเป็นความผิดปกติของระบบการสร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นใต้ผิวหนังของเรา  ซึ่งมีสาเหตุมาจากแสงแดด ฮอร์โมน  และพันธุกรรม ซึ่งอาการที่ปรากฏ  จะเห็นเป็นปื้นสีแดงในช่วงแรกและจะกลายเป็นสีน้ำตาลในเวลาต่อมา  ส่วนใหญ่มักจะเกิดบริเวณ หน้าผาก  แก้ม จมูกและคาง    ฝ้ามักไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า  ถ้าบทจะเป็นมันจะเกิดขึ้นมาเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  ที่สำคัญคือมันรักษาได้ยากมาก 
วิธีรักษาสิวและวิธีรักษาฝ้า  อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติที่เราสามารถทำได้เองง่ายๆดังต่อไปนี้
1.ฝึกการดูแลผิวที่ดีจนเป็นนิสัย    วิธีนี้  เราจะต้องทำความเข้าใจกับสาเหตุการเกิดสิวและฝ้าของตัวเองก่อน  เพราะการเกิดสิวหรือฝ้าของแต่ละคน  มักเกิดมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป และมันก็ส่งผลให้ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละคนไม่เท่ากัน  ในขั้นตอนของการฝึกการดูแลผิวที่ดีนี้  เราอาจเริ่มต้นจาก
-การดูแลรักษาความสะอาดผิวหนัง เพื่อลดโอกาสของการสะสมของสิ่งสกปรกที่จะไปอุดตันรูขุมขน  วิธีที่ถูกต้องในการล้างหน้าคือ  การล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งในสภาวะปกติ  หรืออาจมากกว่านั้นได้หากเรามีเหงื่อหรือการที่ต้องสัมผัสกับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกอื่นๆ  ที่สำคัญเราควรเลือกใช้สบู่ล้างหน้าที่มีอ่อนโยนต่อผิว  ปราศจากโซเดียมซัลเฟต  ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดฟองในสบู่  สารตัวนี้นี่แหละที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง  ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังอื่นๆ
-เลิกสูบบุหรี่หรือห้ามเข้าใกล้คนที่สูบบุหรี่  สิวฝ้าที่เกิดในคนสูบบุหรี่  ไม่ใช่สิวฝ้าที่เกิดกับคนปกติ  เพราะผิวหนังของคน2กลุ่มนี้ไม่เหมือนกัน  ผิวหนังของคนที่สูบบุหรี่จะไม่สามารถตอบสนองต่อการรักษาความผิดปกติของผิวหนังเช่นสิว ฝ้า ได้เร็วเท่าคนที่ไม่สูบบุหรี่  ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะเป็นสิวสูงกว่าคนปกติถึง 4 เท่า หลังจากเลยช่วงวัยรุ่นไปแล้ว  โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 25-50 ปี  และควันบุหรี่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการระคายเคืองกับผิวหนังของคนที่แพ้ง่าย  และที่น่ากังวลที่สุดคือ  คนที่สูบบุหรี่จะเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่ายมาก  เพราะบุหรี่ทำให้การผลิตคอลลาเจนของร่างกายถดถอยลง  และเกิดการย่อยสลายโปรตีนได้ง่าย  ผิวหนังจึงเกิดเป็นริ้วรอยได้ง่ายกว่าคนปกติ
-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรกที่มือจะมีปริมาณมากกว่าส่วนอื่นๆในร่างกาย  ซึ่งการสัมผัสผิวหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าต้องสัมผัสกับสิ่งสกปรกส่งผลให้การอุดตันบริเวณรูขุมขน  และเกิดเป็นสิวในที่สุด  ทางที่ดีที่สุดหากจะต้องสัมผัสผิวหน้า  ให้เราใช้วิธีเช็ดหน้าด้วยผ้าที่สะอาดหรือกระดาษทิชชู่แทนการสัมผัสด้วยมือที่สกปรก  และถ้าเราเป็นสิวอยู่แล้วห้ามบีบสิวอย่างเด็ดขาด  เพราะจะทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็น  และสิวอาจแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
-ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปรับสภาพผิวเท่าที่จำเป็น  ในรายที่ไม่ได้มีปัญหาสิว ให้ทาเพียงมอยเจอร์ไรซ์เซอร์ที่ปราศจากไขมัน และควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวี แต่สำหรับคนที่เป็นสิวอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ใดใด  และไม่ควรใช้ครีมลอกหรือขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก  เกินสัปดาห์ละ2 ครั้ง
2.เปลี่ยนอาหารที่เรากิน  เน้นกินอาหารเพื่อสุขภาพ  หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์  เพราะในเนื้อสัตว์จะมีฮอร์โมนบางอย่างที่จะเข้าไปสะสมในตัวเรา ฉะนั้น  การมีระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลย์กันในร่างกาย อาจส่งผลให้เกิดสิวและฝ้าได้ง่าย  ควรเน้นรับประทานพวกผักและผลไม้สด  เน้นในกลุ่มที่มีวิตามิน A, C,E และสังกะสี  เพราะสารอาหารเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาสิวและผิวพรรณได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวอย่างผักที่ควรทานเช่น พริกหวานสีแดง  ผักคะน้า  ผักขม  ใบโหระพา  ผักกาดเขียว  มันเทศ  ฟักทอง  มะม่วง  องุ่น  แคนตาลูป แครอท  ผักใบเขียว ผลไม้สีเหลืองหรือส้ม มะเขือเทศ  เป็นต้น
ในรายที่เป็นปัญหาเรื่องสิวมากๆ  การรับประทานอาหารเสริมพวกสังกะสี  จะช่วยบรรเทาความรุนแรงจากสิวได้ดีในระดับที่น่าพอใจ  หรืออาจจะทานอาหารที่เป็นแหล่งของสังกะสีเช่น หอยนางรม  หอยอื่นๆ กุ้ง ปู  เนื้อแดง  ถั่ว เมล็ดทานตะวัน  ฟักทอง  เต้าหู้  มิโซะ เห็ด ผักปรุงสุกชนิดต่างๆ
และแนะนำให้ดื่มชาเขียว 2-3 ครั้งต่อวัน  โดยนำใบชาเขียวแช่น้ำร้อน (80-85 องศาเซลเซียส ) นาน3-5 นาที แล้วดื่มได้ทันทีที่ต้องการ  ชาเขียวแม้จะไม่ได้รักษาสิวฝ้าโดยตรง  แต่มันจะช่วยจัดการกับอนุมูลอิสระที่จะทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณได้อย่างยอดเยี่ยม  เช่นช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวสดชื่นขึ้น  และดูอ่อนเยาว์ขึ้นด้วย  นอกจากนี้มันยังสามารถต่อต้านการถูกทำร้ายผิวจากรังสียูวี  ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดฝ้า
3.การใช้ยาสมุนไพร เช่น ใช้น้ำมันจากต้นชาในการรักษาอาการสิวอักเสบ และลดการติดเชื้อที่ผิวหนัง การใช้ควรเจือจาง 5-15% เพื่อให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น  ใช้โจโจ้บาร์ออย ทาบนผิวบริเวณที่เป็นปัญหาสิวฝ้า ซึ่งน้ำมันตัวนี้  มีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันที่อยู่ในชั้นผิวของเรา  มันจะไม่ทำให้เกิดการอุดตัน  และไม่ต้องกังวลกับน้ำมันส่วนเกินแต่อย่างใด  ใช้น้ำมันจากต้นสนจูนิเปอร์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้า   ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อโรคได้อย่างดี  ช่วยเปิดรูขุมขน  ช่วยรักษาสิว  ผิวหนังอักเสบ และผื่นคันได้อย่างดี   หรือจะใช้เจลว่านหางจระเข้  เพราะมันมีประโยชน์ที่ดีพอๆกับน้ำมันต้นสนจูนิเปอร์  ใช้น้ำเกลือเกลือเจือจางหรือลองหาโลชั่นที่มีเกลือผสมอยู่น้อยกว่า 1% ทาบริเวณผิวหน้า ทำ6ครั้ง/วัน  นาน 5 นาที/ครั้ง  เพราะเกลือทะเลมีฤทธิ์ต้านการอักเสบบริเวณผิวหนังได้  มันยังช่วยต่อต้านริ้วรอย  และป้องกันรังสียูวีที่จะทำร้ายผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือคำแนะนำสำหรับวิธีรักษาสิวและวิธีรักษาฝ้าที่น่าสนใจ  เพราะมันสามารถแก้ปัญหาสิวและฝ้าได้อย่างรวดเร็วและได้ผล  ที่สำคัญมันเป็นวิธีการรักษาที่เกิดจากการปฏิบัติตัวตามแนวธรรมชาติอย่างชัดเจนที่สุด


สนใจสินค้าสรรพคุณสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรไทยผ่าน  อย.  คลิ๊กตรงนี้ >>> วางเม้าเเล้วคลิ๊กตรงนี้เลยจ้า

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าใสไร้ริ้วรอยด้วยครีมรักษาสิว

เจลรักษาสิวรักษาฝ้าผลิตภัณฑ์ทุกตัวเป็นสมุนไพรแท้100% เเละน้ำลายนกนางแอ่น100%

มารู้จักสิว กระ ฝ้า กันเถอะ